แนวทางการดูแลลูกหม้อกงสี ในวันที่ธุรกิจครอบครัวต้องเติบโต
ธุรกิจครอบครัว (กงสี) ที่อยู่มานาน มักมีพนักงานที่อยู่คู่ธุรกิจ ช่วยเหลือธุรกิจยามลำบาก ช่วยธุรกิจครอบครัวมาได้ถึงวันนี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเค้าเป็น “ลูกหม้อ” ของธุรกิจครอบครัว
เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลง กงสีเราก็ต้องเปลี่ยนตาม ความรู้ความสามารถรวมถึง “พนักงาน” ที่เหมาะสมกับการพัฒนาธุรกิจครอบครัวก็ย่อมเปลี่ยนไป ซึ่งเกินความสามารถของลูกหม้อไป
เมื่ออนาคตสร้างจากพื้นฐานของอดีตการบริหารจัดการลูกหม้อ จึงเป็นเรื่องลำบากใจให้กับหลายครอบครัวเสมอมา...
และด้วยเหตุนี้ ธุรกิจครอบครัวของเราจะมี “วิธีดูแลลูกหม้อกงสีอย่างไร ในวันที่ธุรกิจต้องเติบโต” อย่างเหมาะสม?
วิธีที่ 1: การขึ้นตำแหน่ง
การขึ้นตำแหน่งลูกหม้อกงสีคือสิ่งที่หลายธุรกิจครอบครัว (“ธุรกิจฯ”) มักทำ เนื่องจาก “วัยวุฒิ” ที่เหมาะสม มีประสบการณ์พร้อมในการเป็นหัวหน้า
เพียงแต่ การเป็นหัวหน้าที่มีแค่วัยวุฒิในวันที่ต้องเติบโตคงไม่เพียงพอ คุณวุฒิที่เกี่ยวข้องทั้งองค์ความรู้ ทันต่อตลาด การรับฟัง ฯลฯ เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน
ด้วยเหตุนี้ การขึ้นตำแหน่งลูกหม้อกงสีแม้คุณวุฒิไม่เอื้อเพียงเพราะ “เกรงใจ”เพราะเป็นคนเก่าแก่ในธุรกิจฯ ก็ไม่ใช่การจัดโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโต และไม่ได้สร้างความเป็นมืออาชีพ และไม่ได้สร้างแรงจูงใจภายในครอบครัว
ดังนั้น หากลูกหม้อกงสีมีคุณวุฒิ และวัยวุฒิที่เหมาะในการเติบโตของธุรกิจ การขึ้นตำแหน่งก็เป็นทางออกที่ใช่สำหรับกงสีของเรา
วิธีที่ 2: การเพิ่มบทบาท หน้าที่
การเพิ่มบทบาท หน้าที่ให้กับลูกหม้อกงสีเป็นวิธีในการขยายขีดความสามารถให้ลูกหม้อต่าง ๆ สามารถทันต่อการเติบโตและมีศักยภาพในการผลักดันธุรกิจฯ ได้
เพียงแต่ หน้าที่ที่เพิ่มขึ้นจะต้องเกี่ยวข้องในเนื้องานที่ลูกหม้อเชี่ยวชาญ หรือมีศักยภาพในการเติบโตต่อไปได้ ไม่ใช่เป็นการ “อัดงาน” เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้วางแผน
ด้วยเหตุนี้ เมื่อธุรกิจต้องเติบโต การมอบหมายหน้าที่ใหม่กับลูกหม้อกงสี (Contribution) การกำหนดค่าตอบแทน (Compensation) ใหม่ก็ควรที่จะพิจารณาด้วยเช่นเดียวกัน
วิธีที่ 3: คงตำแหน่ง คงหน้าที่
การคงตำแหน่ง คงบทบาท หน้าที่แก่ลูกหม้อกงสีเป็นวิธีที่ทำได้ หากลูกหม้อคนนั้นมีทักษะเฉพาะทาง หรือมีคุณค่าทางจิตใจแก่ธุรกิจฯ หรือในครอบครัว
เพียงแต่ การคงตำแหน่ง หน้าที่มักเป็นวิธีที่ใช้อย่างผิด ๆ เพียงเพราะครอบครัว “เกรงใจ” ไม่กล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเมื่อธุรกิจต้องเติบโต จึงใช้วิธีนี้ในการจัดการลูกหม้อกงสี ซึ่งทำให้เกิดผลเสียทั้งมุมครอบครัว และธุรกิจฯ
ด้วยเหตุนี้ การคงตำแหน่ง คงหน้าที่ให้กับลูกหม้อกงสี จะต้องไม่ขัดต่อการเติบโตของธุรกิจฯ ไม่ขัดการเติบโตของพนักงาน ไม่ได้สร้างวัฒนธรรมที่ไม่ดี และไม่ได้ลดหน้าที่ โดยมีผลตอบแทนเดิม
ดังนั้น ครอบครัวต้องคิดอย่างละเอียดก่อนจะใช้วิธีนี้ในการดูแลลูกหม้อกงสี
วิธีที่ 4: Unskill Reskill Upskill
การลบสิ่งที่รู้เดิม เพื่อนำสิ่งใหม่มาแทน (ปรับทักษะ) ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุด โดยเฉพาะลูกหม้อกงสีที่เห็นความสำเร็จเดิมมาอย่างยาวนาน (Status Quo) ไม่ต่างจากสมาชิกครอบครัวเช่นเดียวกัน
เพียงแต่ การปรับทักษะที่เพื่อผนวกกับประสบการณ์ ความซื่อสัตย์ที่เป็นเหมือนจุดเด่นของลูกหม้อกงสีจะเป็นการสร้างกำลังสำคัญสำหรับธุรกิจฯ ที่กำลังเติบโต
ด้วยเหตุนี้ ลูกหม้อแต่ละคนจึงต้องมีการปรับทักษะที่แตกต่างกันออกไป หรือหากมีลูกหม้อคนไหนไม่พร้อมที่จะปรับทักษะ การใช้วิธีอื่นจึงเป็นทางออกที่ดีกว่า
ดังนั้น หากลูกหม้อกงสีคนไหนควรค่า และพร้อมแก่การปรับทักษะ นั้นก็ควรค่าแก่การลงทุน และใช้วิธีนี้ นั้นก็เหมือนกับการได้พนักงานที่เก่ง และซื่อสัตย์มาในธุรกิจฯ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะหากันได้ง่าย ๆ
วิธีที่ 5: ปรับเปลี่ยนตำแหน่ง
ธุรกิจครอบครัวสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เปลี่ยนบทบาท หน้าที่ที่ลูกหม้อกงสีได้ทำงานอยู่เพื่อมอบหมายหน้าที่ให้ตรงตามประสบการณ์ ความสามารถ หรือนำจุดเด่นของแต่ละคนมาใช้ในมุมที่แตกต่างออกไป
การปรับเปลี่ยนตำแหน่ง “ไม่ใช่การลดคุณค่า” ของลูกหม้อกงสี เพียงแต่ต้องดำเนินตามขั้นตอนกฎหมาย และสื่อสารอย่างถูกต้อง เพราะหากไม่ได้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องการปรับเปลี่ยนตำแหน่งก็อาจทำให้ผิดใจกัน ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน และ/หรือ ฟ้องร้องกันในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการดูแลลูกหม้อกงสี สร้างคุณค่าในวันที่ธุรกิจต้องเติบโต และสร้างให้ธุรกิจครอบครัวมืออาชีพในอนาคต
วิธีที่ 6: ปรับเปลี่ยนบริษัท
ธุรกิจครอบครัวสามารถมีได้หลายบริษัท ขึ้นอยู่กับทิศทาง และโมเดลธุรกิจที่ครอบครัวได้วางไว้ และการปรับเปลี่ยนบริษัทให้กับลูกหม้อกงสีก็เป็นอีกวิธีในการดูแลลูกหม้อกงสีเช่นกัน
เพียงแต่ การปรับเปลี่ยนบริษัทให้กับลูกหม้อกงสีจะต้องมีจุดประสงค์ว่าลูกหม้อจะสามารถให้คุณค่า หรือผลักดันอะไรจากบริษัทใหม่ได้?
ครอบครัวหนึ่ง นำลูกหม้อกงสีมาช่วยงานบริษัทใหม่ ในการตรวจสอบระบบเครื่องจักรให้กับธุรกิจเดิมที่เป็นโรงงานซึ่งลูกหม้อคนนี้รู้ถึงระบบการทำงาน และเครื่องจักรเป็นอย่างดี จึงสามารถทำงานนี้ได้ดีกว่าคนอื่น ๆ
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนบริษัทอาจเป็นการสร้างคุณค่า และบทบาทใหม่ให้กับลูกหม้อกงสีในวันที่ธุรกิจต้องเติบโตได้อย่างคาดไม่ถึง
วิธีที่ 7: เป็นที่ปรึกษา
ในวันที่ธุรกิจต้องเติบโต ในลักษณะที่เกินกว่าความสามารถของลูกหม้อกงสี แต่เมื่อประสบการณ์นั้นเป็นคำสอนที่สำคัญ ลูกหม้อกงสีสามารถปรับตัว และเป็นที่ปรึกษา แก่คนรุ่นใหม่ได้อย่างดี
การปรับตัวเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกหม้อกงสียังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการปรับโครงสร้างธุรกิจครอบครัวให้เป็นมืออาชีพ โดยยังนำคุณค่าของลูกหม้อกงสีมาสนับสนุนการเติบโต การวางแผนการสืบทอดของธุรกิจครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ การวางหมากใหม่ในวันที่ธุรกิจต้องเติบโต ให้ลูกหม้อกงสีเปลี่ยนจากคนลงมือกลายมาเป็นที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยงใหม่กับลูกหลาน คนรุ่นใหม่
ก็เป็นวิธีผสมผสานคุณค่าของลูกหม้อ และศักยภาพของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว
วิธีที่ 8: Early Retire
เมื่อธุรกิจกำลังเติบโต การ “ถ่ายเลือด” ย่อมเกิดขึ้น พนักงานใหม่เข้ามาแทนที่พนักงานเดิม ลูกหม้อกงสีที่เคยทำงานก็อาจกระทบได้ตามแผนปรับโครงสร้าง
เพียงแต่ การใช้วิธี Early Retire จะต้องพิจารณาจากครอบครัวอย่างรอบคอบ เนื่องจากลูกหม้อกงสีมีคุณค่า และศักยภาพในเรื่องที่พนักงานใหม่อาจไม่มี นั้นก็คือความซื่อสัตย์ และประสบการณ์
ทั้งนี้ หากครอบครัว และผู้บริหารเห็นตรงกันว่า Early Retire เป็นวิธีในการดูแลลูกหม้อกงสี การสื่อสารภายในครอบครัว และธุรกิจจะต้องเข้มข้นเพื่อสร้างความชัดเจนในการตัดสินใจ
ดังนั้น การ Early Retire เป็นอีกวิธีที่จะดูแลลูกหม้อกงสี หากธุรกิจต้องการที่จะถ่ายเลือดสู่คนรุ่นใหม่ แต่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยครอบครัว
วิธีที่ 9: Early Retire และดูแลต่อ
การที่ลูกหม้อกงสีได้ Early Retire ไม่ได้แปลว่าสวามสัมพันธ์จะถูกตัดขาด ครอบครัวสามารถตกลงได้ว่าครอบครัวจะดูแลเค้า หรือให้เค้าดูแลต่อได้
ในกรณีแรก ครอบครัวก็สามารถดูแลลูกหม้อกงสีด้วยเงินครอบครัวเป็นการตอบแทนสำหรับการทำงานที่ผ่านมา ทั้งนี้ ต้องกำหนดระยะเวลา และเงื่อนไขอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เข้าใจผิดในอนาคต
ในกรณีที่สอง ครอบครัวสามารถให้ลูกหม้อกงสีเปลี่ยนมาเป็นคนดูแลฝั่งครอบครัวหรือเรียกว่า Family Office ได้เนื่องจากความเชื่อใจ และความซื่อสัตย์ที่ลูกหม้อได้มอบให้กับครอบครัว
ดังนั้น การ Early Retire และดูแลต่อถือเป็นอีกวิธีที่สามารถดูแลลูกหม้อกงสีอย่างมีกลยุทธ์ และสร้างคุณค่าระหว่างกันได้ในอนาคต
ด้วยกงสีของเราเป็นการทำงานระหว่าง “ธุรกิจ” และ “ครอบครัว” จึงมีการผสมระหว่าง “การเติบโต” และ “ความสัมพันธ์” ดังนั้น ความสัมพันธ์นี้จะต้องตั้งอยู่ และไม่ดับไปตามกาลเวลา เช่นเดียวกันกับการดูแลลูกหม้อกงสี ที่เคยช่วยเหลือธุรกิจครอบครัวของเรามาตั้งแต่แรก ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านช่วงรุ่งโรจน์ และช่วงอิ่มตัว จนปัจจุบันถึงเวลาในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” ที่เป็นวัฐจักรของทุกธุรกิจ
ครอบครัวเราจึงจะต้องเลือกวิธีดูแลลูกหม้อกงสีใหม่เหมาะสมตามความสามารถ ประสบการณ์ และมุมมองที่เขามีเพื่อสร้างคุณค่า คงความสัมพันธ์ และดูแลลูกหม้อกงสีตามสมดุลที่ธุรกิจครอบครัวควรจะมีเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน และการส่งต่อธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นในอนาคต