เงินกงสี อยู่ตรงไหนในโครงสร้างธุรกิจครอบครัว
การบริหารกงสีคือการบริหารกลยุทธ์ ความสัมพันธ์ และความมั่งคั่งภายในธุรกิจครอบครัว ในอดีตกงสีต้องใช้เงินทุนเพื่อลงทุนพัฒนาธุรกิจครอบครัวให้เติบโต ใช้เงินทุนสร้างที่อยู่อาศัย มีทุนส่งลูกหลานเรียนเพื่อชีวิตการงานที่ดีขึ้น ใช้เงินทุนเพื่อดูแลคนในบ้านให้กินดีอยู่ดี และดูแลรักษาผู้ใหญ่ในกงสีเมื่อยามแก่เถ้า กิจกรรมเช่นนี้เป็นที่ทราบกันเป็นปกติว่าแหล่ง “เงินทุน” ที่ใช้ “รวมศูนย์” อยู่ในหนึ่งบัญชี หรือเรียกได้ว่า “เงินกงสี” หรือ “บัญชีกงสี” รวมการเบิกจ่ายทุกอย่างเสร็จสรรพภายในบัญชีเดียว ซับซ้อนไปกว่านั้น หลายธุรกิจครอบครัวมักใช้ระบบ “บัญชีสองเล่ม” หรือระบบเงินกู้กรรมการของธุรกิจเพื่อเป็นวิธีดึงเงินเข้าออก เหมือนระบบเงินกลางสำหรับคนในครอบครัวไว้ใช้จ่ายตามอัธยาศัย
การกระทำเช่นนั้นมักก่อให้เกิดความเสี่ยงในด้านบัญชี กฎหมาย และภาษีอากรอย่างไม่ทันตั้งตัว กรณีตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยครั้ง เมื่อครอบครัวต้องการเงินทุนไปสร้างบ้าน ค่าเทอม ค่ารักษา ธุรกิจครอบครัวโดยทั่วไปนำเงินออกจากธุรกิจโดยการนำออกจากบัญชีสอง หรือกรรมการกู้ยืมบริษัท เพื่อนำมาเป็นเงินใช้จ่ายส่วนตัว หรืออีกกรณีเมื่อธุรกิจไม่สามารถปิดบัญชีเพื่อส่งงบได้ (เหตุเพราะระบบบัญชีสองทำให้บัญชีที่นำส่งราชการคลาดเคลื่อน และไม่สามารถติดตามได้) ธุรกิจครอบครัวก็มักจะใช้การกู้ยืมกรรมการเพื่อปิดงบให้พอดี เป็นการกลบปัญหาที่อยู่ต่อหน้า แต่เป็นกับดักกงสีที่รอวันให้สรรพากรตรวจพบ ถูกตั้งคำถามว่าเงินที่กู้ยืมมาจากไหน และเป็นถึงเงินกู้ยืม แต่ทำไมไม่มีสัญญากู้ ไม่มีการผ่อนชำระ และไม่มีดอกเบี้ย ผู้ได้รับเงินกู้อาจโดนประเมินภาษีเป็นภาษีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 5%-35% ตามอัตราก้าวหน้า หรือภาษีนิติบุคคล 20%)
มากไปกว่านั้น หากธุรกิจครอบครัวปล่อยเงินกู้ให้กรรมการ (หรือในทางกลับกันคือกรรมการปล่อยกู้) เป็นประจำ ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์มีสิทธิโดนประเมิณภาษีธุรกิจเฉพาะ (3.3%) และหากไม่เริ่มแก้ไขโดยเร็วความผิดดังกล่าวยิ่งทวีคูณโดนทั้งภาษีพึงประเมิน (ฐานภาษีที่ต้องชำระ) เบี้ยปรับ (ไม่ฐานภาษีที่ต้องชำระ) และเงินเพิ่ม (ไม่เกินฐานภาษีที่ต้องชำระ) คงอนุมานได้ว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดในธุรกิจครอบครัวตนเอง
แล้วธุรกิจครอบครัวควรจะต้องทำอย่างไร? เพื่อสร้าวบัญชีกงสีให้ถูกต้อง แยกบทบาทแต่ละบัญชี ไม่ผิดกฎหมาย ไม่เลี่ยงภาษี ส่งเสริมความชัดเจนโปร่งใสตามความต้องการของสมาชิกครอบครัวหลาย ๆ คน การวางแผนบัญชีกงสีสามารถทำได้ โดยจัดการจุดประสงค์ และแหล่งเงินได้ตามนี้
เงินกงสีอยู่ที่ไหนในโครงสร้างธุรกิจครอบครัว
เงินกงสีเป็นเงินที่อยู่ภายใต้บัญชีบริษัทโฮลดิ้งครอบครัว (Family Holding Co.) ซึ่งคือประตูที่ครอบครัวสามารถกำหนดความมั่งคั่งภายในธุรกิจหรือครอบครัว โดยบัญชีกงสีจะถูกจัดเก็บไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัย และทำให้บัญชีกงสีนั้นไร้ความเสี่ยงทางกฎหมาย (ไม่มีการกู้ยืมกรรมการ ไม่ถือที่ดิน ไม่มีพนักงาน) ไม่มีความเสี่ยงทางภาษีอากร เพราะไม่ประกอบกิจการค้าขายสินค้า หรือบริการ เลยไม่จด VAT ถูกต้องตามหลักบัญชี เนื่องจากมีเพียงบัญชีเดียว เงินเข้าออกอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา
การให้ Family Holding Co. เข้าถือหุ้นใน Operating Co. ตามกรอบของกฎหมาย (มาตรา 65 ทวิ (10) ประมวลรัษฎากร) ในเรื่องของ Shareholding / Time / Ownership หากทำอย่างถูกต้อง การปันผลของ Operating Co. ไปสู่ Family Holding Co. ไม่มีภาระภาษีที่ต้องชำระ (จากปกติต้องหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%) กล่าวง่ายๆ คือสามารถปันผลแบบไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินที่กองรวมกันในบัญชีกงสี (ภายใน Family Holding Co.) จะเป็นเงินทุนที่สมาชิกครอบครัวสามารถนำไปลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มธุรกิจครอบครัวผ่านการลงทุนธุรกิจใหม่ (เป็นเงินลงทุน ซึ่งแปลงเป็นทุนจดทะเบียน) ซ้ำยังสามารถปล่อยกู้แก่ Operating Co. หากต้องการเงินทุนเพิ่มเติมโดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะ (Special Business Tax 3.3%) หรือหากครอบครัวต้องการเงินทุนไปบริหารครอบครัว ครอบครัวในฐานะผู้ถือหุ้น 100% ก็สามารถตัดสินใจจ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นคนในครอบครัว เพื่อเป็นเงินทุนแก่ทุกคน
ดังนั้น บัญชีกงสีคือบัญชี Family Holding Co ที่จัดตั้งไว้เพื่อเป็นเงินกลางรอการตัดสินใจเพื่อนำไปใช้ในเรื่องธุรกิจหรือครอบครัว ตามแต่การตัดสินใจที่ครอบครัวสามารถกำหนดได้เอง เป็นการวางโครงสร้างที่หลายกงสีได้เริ่มใช้เพื่อจัดการความมั่งคั่งที่ถูกต้อง
แล้วถ้าครอบครัวยังไม่จัดตั้ง Family Holding Co. เงินกงสีจะอยู่ตรงไหน?
ธุรกิจที่ยังไม่ได้วางโครงสร้างกิจการ ยังไม่ได้จัดตั้ง Family Holding Co. ก็สามารถวางการระบบเงิน วางบัญชีกงสีได้ แต่ต้องมองลึกไปถึง “งบดุล” (Balance Sheet) ของบริษัท ลงลึกไปถึงส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ที่รายการ “กำไร (ขาดทุน) สะสม” (Retained Earning) รายการดังกล่าวแสดงถึงผลรวมของกำไรในบริษัทตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งสะท้อนถึงสิ่งที่เจ้าของในฐานะผู้ถือหุ้นมีสิทธิได้ตามสัดส่วนการถือหุ้น (หรือสิทธิของแต่ละหุ้น หากมีการจัดหุ้นบุริมสิทธิ)
เมื่อคนในบ้านเป็นเจ้าของธุรกิจทั้งหมด (หรือเป็นส่วนใหญ่) เงินกำไร (ขาดทุน) สะสมจึงเป็นของคนในครอบครัว และรายการดังกล่าวเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างธุรกิจ และครอบครัว จุดตัดอยู่ที่นโยบายของเจ้าของว่าจะลงทุนเพิ่มในกิจการ หรือนำกำไรสะสมมาใช้จ่ายกับครอบครัว หากเป็นการใช้จ่ายกับเครือญาติพี่น้องกลไก “การจ่ายเงินปันผล” จึงจะเป็นการแปลงเงินที่อยู่ในบัญชีของธุรกิจ กลายมาเป็นเงินครอบครัวที่โอนมาสู่บัญชีของผู้ถือหุ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ การจ่ายปันผลจะต้องพิจารณากำไร (ขาดทุน) สะสมตามบัญชี เงินสดจริงในบัญชีกิจการ เงินสำรองตามกฎหมาย (10% ของทุนจดทะเบียน) ภาระภาษีอากรของผู้ถือหุ้น (1. นำรายได้ของเงินปันผลมารวมคำนวนในฐานภาษีการคำนวนเป็นเงินได้บุคคลธรรมดา (ฐานภาษี 5 - 35%) หรือ 2. เลือกเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการจ่ายเงินปันผล (10%) และกฎครอบครัว (ตามธรรมนูญครอบครัว) ในการรวมเงินเป็นเงินใช้จ่ายภายในครอบครัวตามจุดประสงค์ที่กฎครอบครัวได้วางไว้อีกครั้งหนึ่ง
หากกล่าวโดยสรุป
การจัดวางระบบเงินกงสีแบบเมื่อก่อนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และคงไม่มีใครผิดในเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะการบริหารธุรกิจครอบครัวโดยคนไม่กี่คนในธุรกิจครอบครัว พร้อมกับครอบครัวที่กำลังเติบโตย่อมมีหลายมิติให้บริหารจัดการ แต่หากธุรกิจครอบครัวต้องการที่จะเติบโต และสานต่อได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน โปร่งใส เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในโลกของกงสียุคใหม่การบริหารธุรกิจครอบครัวต้องเปลี่ยนไป และต้องไม่เหมือนเดิม
เพราะในโลกกงสียุคใหม่การบริหารจัดการกิจการย่อมต้องการความถูกต้อง ชัดเจนโปร่งใสมากขึ้นเพื่อทำให้กิจการเราพัฒนาอย่างไม่ติดขัดควบคู่กับส่งเสริมความมั่งคั่งครอบครัว สร้าง “บ้าน” ในกิจการให้น่าอยู่เพิ่มความน่าสนใจในการเข้ามาสานต่อ วางรากฐานความเป็นมืออาชีพทั้งการเงิน การบริหาร และเชิงบุคลากรให้มืออาชีพสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีหมกเม็ด ถูกต้องตามหลักบัญชี กฎหมาย ภาษี และความมั่งคั่งยั่งยืนในธุรกิจครอบครัว
บทความเกี่ยวข้อที่น่าสนใจ